photo

[photos] From Wroclaw with love

posted on 06 Sep 2011 17:34 by cocon in PHOTOS-Foreign directory Travel
 
คำเตือน เอนทรี่นี้ภาพเยอะ ใครเน็ตช้าอาจเปิดทิ้งไว้ก่อน
แต่ถ้าอ่านเนื้อหาไปด้วย น่าจะโหลดเสร็จพอดีครับ
 
 
วันนี้ผมจะมาแนะนำเมืองหนึ่งในโปแลนด์ อันเป็นประเทศโปรดของผม
ซึ่งเมืองนี้ผมได้ไปเยือนมาตอนทริปยุโรปเมื่อสองปีก่อน
เป็นเมืองเดียวในโปแลนด์ที่ภาพถ่ายยังอยู่ครบถ้วน (ไม่หายไปกับกล้อง)
และเป็นเมืองที่ไม่อยู่ในโปรแกรมทัวร์ทั่วไป (ในไทย) ด้วยครับ
 
 
 
Wrocław

"วรอตสวัฟ"
 
 
เกร็ดชื่อการอ่านชื่อ ที่น่าจะอ่านผิดกันถ้าไม่บอก
ทำไมถึงอ่านแบบนี้ ?
 
ภาษาโปแลนด์ใช้อักษรละตินเหมือนกัน แต่มีการอ่านที่ต่างจากภาษาอังกฤษ
โดยตัวที่คล้ายแอล แต่มีเส้นหยักตรงกลาง อย่าง ł เนี่ย จะอ่านเป็นเสียง w
ส่วน w ที่เห็นอยู่เนี่ย จะอ่านเป็นเสียง v (f)
และตัว c ที่เป็นตัวสะกด จะอ่านเป็น ts (อันนี้สมัยก่อนทำผมงงมาก ตอนนี้ก็ยังไม่ชัวร์)
ดังนั้น Wrocław ไม่ได้อ่านว่า วรอคลอว์ แต่อ่านว่า "วรอตสวัฟ" นั่นเอง
 
(ผมไม่เคยไปเรียนภาษาโปแลนด์นะ เคยแค่ศึกษาจากหนังสือและเว็บน่ะ
ใครอยากเสริมอะไรก็บอกมาได้ครับ)
 
 
 
 
Wroclaw City Hall
 
 
 
Wrocław (วรอตสวัฟ)
เป็นเมืองที่อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของโปแลนด์
 
 
เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนไปได้ถึงพันปี
(ได้รับการบันทึกชื่อครั้งแรกในปี ค.ศ. 1000)
ผ่านการเปลี่ยนเจ้าของมาหลายครั้ง หลายอาณาจักร
มีทั้งโบฮีเมีย(เชค) โปแลนด์ ราชวงฮับส์บูร์ก และปรัสเซีย (เยอรมนี)
 
รวมทั้งตำแหน่งที่อยู่ใกล้ชายแดนสองประเทศคือเชคกับเยอรมนี
และห่างจากเมืองหลวงของประเทศรอบด้านใกล้เคียงกัน ดังนี้
 
เบอร์ลิน (เยอรมนี)    350 กิโลเมตร
ปราก (สาธารณรัฐเชค)    280 กิโลเมตร
เวียนนา (ออสเตรีย)    390 กิโลเมตร
วอร์ซอ (โปแลนด์)    340 กิโลเมตร
 
ด้วยตำแหน่งและประวัติศาสตร์ดังกล่าว ทำให้เมืองนี้ผสมผสานวัฒนธรรมจนเป็นเอกลักษณ์
หรือถ้าพูดง่าย ๆ คือเป็นเมืองของโปแลนด์ ที่มีกลิ่นอายของเยอรมันและเชคผสมด้วย
 
 
Wrocław University
 
 
เมืองวรอตสวัฟตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Oder (หรือ Odra ในภาษาโปแลนด์และเชค)
ที่ผ่านทั้งเชค โปแลนด์ และบางส่วนอยู่ระหว่างโปแลนด์กับเยอรมนี
โดยแม่น้ำนี้เป็นหนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญของโปแลนด์
ด้วยความยาวเป็นอันดับสองรองจากแม่น้ำวิสตูล่าที่ผ่านวอร์ซออันเป็นเมืองหลวง
 
ตัวเมืองเก่าก็มีอยู่ทั้งริมฝั่งแม่น้ำ และที่เป็นเกาะกลางแม่น้ำ
โดยมีทางเดินลัดเลาะริมขอบน้้ำ สามารถเดินชิลล์ชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่ได้ตลอดทาง
 
 
 
ยิ่งถ้าเป็นตอนบ่าย ๆ ใกล้พระอาทิตย์ตกนี่ยิ่งได้บรรยากาศสบาย ๆ
ถ่ายรูปก็สวย แม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนแสงไม่พอ
 
ภาพถ่ายของเมืองนี้ อาจจะไม่ได้ดูหวือหวาเท่าเมืองท่องเที่ยวชั้นนำที่คนทั่วไปรู้จัก
แต่มันก็มีแง่มุมหลายอย่างที่น่าสนใจ และผมจะทำมาเล่าเป็นชุด ๆ ดังต่อไปนี้ครับ
 
 
 
-1-
 
Vertical Shadow
 
 
 
แสงยามเย็น กับเงาแนวตั้ง ณ สถาปัตยกรรม
สะท้อนเอกลักษณ์ของยอดอาคารให้เห็นอย่างชัดเจน
 
 
 
 
ไม่ว่าจะแหงนขึ้นไปมองมุมไหน ก็ได้เห็นลวดลายอาคารสีสันหลากหลาย
ดูแล้วให้บรรยากาศของเมืองเก่า แม้ว่าความจริงของจะเดิมโดนทิ้งระเบิดจนพังไปเกือบทั้งเมือง
 
แต่กรณีของเมืองวรอตสวัฟจะต่างจากเมืองวอร์ซอที่โดนนาซีถล่มนะครับ
เมืองนี้ตอนสงครามโลกครั้งที่สองยังเป็นเมืองหลักเมืองหนึ่งของเยอรมนีอยู่
ก่อนจะมาเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์อีกครั้งหลังสงครามโลกสิ้นสุดครับ
 
(เอาเข้าจริงคือ เมืองนี้มีช่วงเวลาที่เป็นของชาติอื่นมากกว่าอีกครับ)
 
 
 
ช่วงที่ถ่ายรูปนี้พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว
เพราะกว่าจะนั่งรถมาถึงก็บ่าย ๆ กว่าจะเช็คอินและจัดของเสร็จก็เกือบพลาดล่ะ
เลยทำให้เงาตึกมันไปทาบระนาบตึกเต็มไปหมดดังที่เห็นในภาพ
แถมวันถัดมาที่ยังอยู่เมืองนี้ ช่วงกลางวันก็ฝนตกเลยกลับที่พักไปนอน
ตื่นมาอีกทีก็ตอนเย็นเหมือนเดิม เลยได้แต่แสงแบบนี้แหละ
 
 
 
แต่พอมาดูอีกครั้งในตอนนี้ กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
เพราะทำให้มีลูกเล่นในการนำเสนอเรื่องราวของเมืองได้น่าสนุกใช่เล่น
อาทิเช่นภาพบน ที่ยอดมหาวิหารมาทาบตึกในตำแหน่งที่เคียงกับดีไซน์มุมตึกพอดิบพอดี
 
 
 
หรือแม้แต่เงาของอาคารทั่วไปที่สร้างร่มเงาให้กับทั้งลาน ยาวไปถึงอาคาร City Hall
แดดดูจ้ามากแม้จะเป็นยามเย็น ทั้งนี้เพราะเป็นช่วงหน้าร้อนที่กลางวันยาวนานครับ
 
มองไปที่ลานจะเห็นว่ามีคนอยู่พอสมควรเลย
แต่ความจริงก็น่าจะเป็นคนเมืองนี้ กับคนต่างเมืองที่เป็นยุโรปแหละ
เพราะในตอนนั้นมีแค่ผมกับเพื่อนที่เป็นเอเชียนี่ล่ะ
เลยทำให้คนมองด้วยสายตาแปลก ๆ ไปหมด (ช่างมัน ก็ผมอยากมา)
 
 
_________
 
 
 
-2-
 
Silent Evening
 
 
 
เพียงแค่เดินออกจากลานกลางเมืองมาไม่เท่าไหร่ ก็เป็นมุมสงบที่แทบไม่เห็นคน
แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเปลี่ยวเลย มันแค่เงียบสงบเฉย ๆ
 
 
 
หรืออย่างภาพข้างบนนี้ ที่เป็นมุมหนึ่งของเกาะกลางแม่น้ำ อันเป็นเมืองเก่ายุคแรกเริ่ม
ไม่ได้ถ่ายหลบคนเลยนะ ตอนนั้นแทบไม่มีคนจริง ๆ (ก็ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลักนี่นะ)
 
 
สะพานเชื่อมระหว่างฝั่งกับเกาะก็มีหลากหลายแห่ง
มีทั้งสะพานแบบเก่า และสะพานแบบใหม่ที่หลุดยุคแต่ก็ไม่ถึงกับแปลกแยก
นอกจากนี้ยังมีอะไรเจ๋ง ๆ ที่ตรงสะพานด้วยแหละครับ
นั่นคือกุญแจแห่งรัก
 
 
ผมเองก็ไม่รู้ว่าสะพานแห่งไหนบนโลกใบนี้ที่เป็นจุดเริ่มแนวคิดกุ๊กกิ๊กดังที่เห็น
แต่เอาเป็นว่าผมเห็นของแบบนี้ครั้งแรกที่โปแลนด์ ณ เมืองวรอตสวัฟนี่ล่ะ
 
มีกุญแจมากมายเรียงราย อย่างเป็นระเบียบ(ไม่รก) หลากหลายภาษา
มีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย ที่เด๋ยวไว้ดูเพิ่มที่แกลอรี่ใน fb ของผมก็ได้ (เดี๋ยวแนบลิงก์ให้)
แต่ที่เลืแกภาพนี้มาเพราะถ่ายได้กำลังดี และมีชื่อคนที่ดูเป็นภาษาโปแลนด์หรือแถวนี้แหละ
 
 
 
ลองเปรียบมาดูที่จุดอื่น ที่ต่างเวลากันบ้าง
เป็นภาพภายในยอดมหาวิหารแห่งหนึ่งที่เขตเมืองในตอนเช้าครับ
ตอนนั้นฟ้าครึ้มเลยถ่ายด้านนอกได้ไม่จุใจ ตัวหอคอยก็ดูคงแบบเดิมไว้แบบดิบมาก ๆ
แต่ก็เพราะดิบ ๆ นี่แหละ เลยได้เห็นของประมาณนี้
 
 
เก้าอี้ ... ที่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงนี้ทำไม และใครจะมานั่ง
แต่มันก็สร้างความรู้สึกพิเศษปนสงสัยให้กับผมจนต้องถ่ายเก็บไว้
 
นับว่าโชคดีที่ได้ลองขึ้นไปดู เพราะถึงมีต้องจ่ายค่าเข้าบ้างแต่ก็ไม่มาก
และแม้ทางขึ้นจะเป็นแค่โครงเหล็กที่ดูทำเอาพอเดินขึ้นไปได้อย่างไม่มีความสวยงามใด ๆ
แต่มันก็ได้ความรู้สึกที่แปลกใหม่และชวนลุ้นดีครับ (เพราะไม่รู้ว่าจะถึงตอนไหนเลย)
 
 
 
 
_________
 
 
 
-3-
 
Walking Couple
 
 
 
พอเป็นเมืองที่ไม่มีกรุ๊ปทัวร์มาลง ทำให้ได้เห็นคนเดินกันเป็นคู่ชัดเจนขึ้น
นักท่องเที่ยวแบบแบ๊คแพคก็มี...
 
 
หรือแบบพ่อลูกก็มี...
 
 
 
คู่รักวัยกลางคนก็มี...
 
 
 
ส่วนภาพนี้ถ่ายไว้ที่สถานีรถไฟของเมือง เห็นแล้วอดใส่ข้อความไม่ได้
แม้ความจริงคนที่ยืนคนเดียวเค้าอาจมีคู่กำลังเดินมาก็ตาม
 
และยังมีอีกหลายภาพที่ถ่ายไว้ อีกทั้งหลายสถานการณ์ที่ไม่ทันได้ถ่าย
เป็นสิ่งซึ่งที่ไหนบนโลกก็มี แต่ก็ยังน่าสังเกต บันทึก และจดจำอยู่ร่ำไป
 
 
 
_________
 
 
 
-4-
 
The Cathedral
 
 
Church of St Mary on Piasek
 
ประเทศโปแลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ประชาชนมีความศรัทธาในศาสนาคริสต์สูงมาก
ซึ่งข้อมูลนี้ผมไม่ได้พูดลอย ๆ เพราะมีบอกไว้ทั้งในหนังสือท่องเที่ยวและสถิติต่าง ๆ
รวมทั้งในประวัติศาสตร์ และการมีเมืองศักดิ์สิทธิ์ด้วย (แต่ไม่ใช่เมืองนี้นะ)
 
โบสถ์และวิหารที่มีอยู่นั้นจึงให้กลิ่นอายของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าจะเป็นที่เที่ยว
คือแม้กระทั่งเมืองหลวงที่เจริญแล้วอย่างวอร์ซอ ก็ยังมีคนที่ไปทำกิจทางศาสนาเป็นหลักเลย
(ต่างจากเมืองดัง ๆ อย่างปารีส ที่ถ้าไม่ใช่โบสถ์รอง ๆ ก็จะมีแต่นักท่องเที่ยว)
 
Cathedral of St Mary Magdalene
 
ถึงแม้โบสถ์วิหารที่เมืองนี้จะไม่ได้ดูหรูหราอลังการ
แต่ถ้าลองมองดี ๆ ถ่ายถูกมุม ก็ดูขลังและเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งศรัทธา
 
 
Cathedral of St John the Baptist
(Wroclaw Cathedral)
 
สำหรับเมืองเก่าในยุโรปแล้ว มหาวิหารนี่แหละที่เป็นอาคารสูงโดดเด่นเหนืออาคารอื่นใด
เป็นจุดสังเกตที่สามารถเห็นได้จากแทบทุกมุมเมือง (ภาพถ่ายที่ผ่านมาก็น่าจะเห็น)
 
อีกทั้งเมืองวรอตสวาฟก็เป็นศูนย์กลางความเจริญในอดีตเช่นกัน
จึงมีโบสถ์วิหารสำคัญเต็มไปหมด โดยเฉพาะที่เกาะกลางน้ำอันเป็นจุดกำเนิดเมือง
ที่ทำให้ผมได้ภาพถ่ายสวย ๆ อันพ่วงด้วยแสงยามเย็นแบบนี้
 
 
[Details]
Cathedral of St John the Baptist
(Wroclaw Cathedral)
 
ถ้าจำไม่ผิด Wroclaw Cathedral ที่ให้ดูภาพยอดหอคอยไปก่อนหน้านี้ จะไม่เปิดให้ดูด้านใน
เพราะตอนนั้นจำได้ว่ามีที่นึงที่ให้ดูแต่ด้านนอก แล้วมีอันนี้แหละที่ไม่มีภาพข้างใน
แต่เพียงแค่ข้างนอกก็ถ่ายได้เยอะแยะแล้วล่ะครับ
 
 
[Details]
Cathedral of St John the Baptist
(Wroclaw Cathedral)
 
แม้ว่าผมจะไม่ค่อยรู้ความหมายของรูปปั้นแต่ละอัน
โดยเฉพาะอันที่คาใจสุดคือแม่ชี (หรืออะไร?) ที่ถือโบสถ์อยู่
แบบว่าเห็นมากกว่าหนึ่งครั้งล่ะ (ที่แกลอรี่ใน fb ก็มีอีก)
ใครรู้ช่วยบอกทีนะครับ
 
...
 
และแน่นอนครับ ที่สวย ๆ และศักดิ์สิทธิ์แบบนี้
ก็ย่อมเหมาะกับการเป็น...
 
"สถานที่ถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง"
 
 
นับเป็นความบังเอิญกับการได้เจอคู่แต่งงานอยู่หน้าโบสถ์แบบนี้
(ที่อาจจะเริ่มธรรมดาเพราะในโปแลนด์ก็เจออีกหลายคู่)
คิดว่าภาพถ่ายที่ออกมาน่าจะดูดีมาก ๆ เลยล่ะ
 
 
แต่สำหรับเรานั้น ... มาถ่ายโบสถ์กันต่อดีกว่า
หลายมุมอลังการจนขนลุกเลยล่ะครับ
 
 
หากใครที่เคยไปเที่ยวประเทศแถบสแกนดิเนเวีย หรือมีความสนใจเกี่ยวกับประเทศทางนี้
จะรู้สึกว่าโบสถ์แบบนี้ดูคุ้นตาจัง ตรงที่เป็นอาคารก่อด้วยอิฐแดง
ใช่แล้วครับ นี่คือสถาปัตยกรรมแบบ Brick Gothic
อันเป็นที่แพร่หลายในประเทศแถบรอบทะเลบอลติก
เพราะแถบนี้ขาดแคลนวัสดุก่อสร้างประเภทหิน เลยสร้างโบสถ์ใหญ่จากอิฐเผาครับ
ซึ่งจะได้บรรยากาศที่แตกต่างจากแบบที่สร้างด้วยหิน เช่นทางอังกฤษ ฝรั่งเศส
โดยของโปแลนด์จะมีเมืองเก่าหลายเมืองที่เป็นแบบ Brick Gothic ครับ รวมถึงเมืองนี้ด้วยนั่นเอง
 
ส่วนรูปแบบของรูปปั้นนั้นผมไม่แน่ใจว่าเป็นสไตล์ไหน เฉพาะของที่นี่ไหม
แต่คิดว่าน่าจะใกล้เคียงกันหมดกับศาสนสถานนิกายโรมันคาทอลิกครับ
(เกร็ดเล็กน้อย ความจริงประเทศแถบบอลติกเป็นโปรเตสแตน)
 
 
 
แต่ไม่ว่าจะก่อสร้างด้วยวัสดุแบบใด พอเป็นเงามืดมันก็คล้ายกันแหละ...
โคตรขลังไม่แพ้กัน
 
 
 
สงบ สงัด และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูด
เป็นสิ่งที่ได้ด้วยการเที่ยวแบบแบ็คแพ็ค ไปยังย่านสงบของเมืองเส้นทางหลัก
ในยามโพล้เพล้แบบนี้
 
ภาพในยามเย็น ไม่ได้งามแค่ที่โบสถ์วิหาร
มันสวยทุกที่เลยครับ
 
 
_________
 
 
 
-5-
 
Silhouette Dusk
 
 
 
แสงยามเย็น สร้างท้องฟ้าสีส้มอมชมพู ตัดกับอาคารและสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะมืดมิด
ยิ่งผสานกับเมืองซึ่งอนุรักษ์โครงสร้างเมืองเก่าเอาไว้แบบนี้
เลยยิ่งงามจับใจในมุมมองของผมซึ่งรักบรรยากาศที่ไม่ต้องปรุงแต่งใด ๆ
 
 
 
และความรกที่กำลังดี จะให้ความงามอันเกิดจากการเล่นเส้นสายองค์ประกอบ
ดังเช่น silhouette ของเสาไฟหลากหลายแบบและไฟจราจร
 
เป็นมุมที่ได้มาด้วยความบังเอิญ
และกลายเป็นหนึ่งในภาพที่ผมชอบมากที่สุด
แม้ไม่มีอาคารสวย ๆ ในภาพเลยแม้แต่หลังเดียว
 
 
The Fencer Fountain
(university square, Wroclaw University)
 
สถานการณ์แบบนี้ silhouette นอกจากจะช่วยให้ภาพถ่ายที่สวยงาม
ยังทำให้ภาพที่ออกมาดูเรทน้อยลงด้วย (ฮา)
 
รูปปั้นนักดาบ(นู้ด)อันนี้ มันก็มีตำนานที่เป็นต้นแบบการทำรูปปั้นอันนี้ด้วยนะครับ
ไม่ใช่ตำนานกรีกใด ๆ เป็นเรื่องจริงของคนจริงที่เกี่ยวกับเมืองนี้แหละ
ซึ่งผมก็เพิ่งรู้เอาตอนที่มาหาข้อมูลของสถานที่นี้นี่แหละ
หากใครสนใจอ่านเต็ม ๆ ลองไปอ่านดูได้ตามลิงก์นี้นะครับ
 
แต่สำหรับคนที่เชื่อใจการแปลของผม ผมเล่าแบบย่อ ๆ ให้ฟังครับ
 
------------
 
เรื่องมีอยู่ว่า คนที่สร้างรูปปั้นนี้คือ Hugo Lederem
ซึ่งเป็น professor of the Academy of Fine Arts in Berlin (ขอเอาทั้งดุ้นเลยนะ)
แล้วเขาในตอนวัยรุ่นก็เคยมาเรียนที่เมืองนี้
(เกร็ดเสริม - สมัยที่ยังเป็นของเยอรมัน จะใช้ชื่อเมืองภาษาเยอรมัน คือ Breslau)
และด้วยความไร้เดียงสาของเขา ทำให้โดนเพื่อนนักเรียนชวนไปทานเหล้าและเล่นไพ่การพนัน
แล้วก็แพ้พนันจนเสียของไปเรื่อย ๆ จนเหลือแค่เสื้อผ้ากับดาบเซเบอร์ (ดาบแหลม ๆ นั่น)
เขาต้องการชนะเพื่อเอาทรัพย์กลับคืนมา ก็เลยพนันด้วย ... เสื้อผ้า
แต่เขาก็ยังแพ้พนันอีก จนกลับไปด้วยตัวที่เหลือแค่ดาบ
พร้อมกับสัญญาตัวเองว่าจะไม่เล่นการพนันอีก
 
หลังจากที่เขาได้ดิบได้ดี ไปเป็นโปรเฟสเซอร์ที่เบอร์ลิน
เขาก็เลยได้สร้างรูปปั้น Fencer ดังกล่าวที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้
เป็นอนุสรณ์เตือนใจให้กับคนหนุ่มสาว
ในการระวังอันตรายที่เกิดจากการอยู่คนเดียวต่างเมืองนั่นเอง
 
------------
 
กลายเป็นนิทานสอนใจกลางเอนทรี่ซะงั้น
แต่เห็นไหมล่ะครับ การพนันมีแต่ทำให้เกิดการสูญเสีย
(โดยเฉพาะพวกที่ยังไม่เจนโลก)
 
อ้อ ยังมีเกร็ดเล็ก ๆ เป็นตำนานเสริมอยู่อีกหน่อย
ไหน ๆ ก็แปลมาถึงป่านนี้แล้วเล่าให้ครบละกัน
 
- มีคำร่ำลือว่ารูปปั้นนี้จะมีชีวิตว่าคนที่เป็นเวอร์จิ้นจนจบ ม. ขั้น master degree
(สำหรับฝรั่งคงถือว่ายากมั้ง แต่มันจะไม่เคยมีเลยเรอะ)
 
- และมีคำร่ำลือแบบติดเรทอีกอันว่า
ถ้ามีสาวเวอร์จิ้นอยู่ใกล้ ๆ สิ่งอันเล็ก ๆ อันนั้นของรูปปั้นจะใหญ่ขึ้น
แม้ว่ายังไม่ได้มีหลักฐานว่าจะใหญ่ขึ้นจริงไหม (แหงสิ)
 
ใครคิดว่าผมแปลมั่วก็ลองไปอ่านดูเองได้นะ [ลิงก์1] [ลิงก์2]
แบบเนื้อหามันต่างกันหน่อย ผมก็เอามาผสม ๆ กันแหละ
 
...
 
คุยกันมาซะนานก็เริ่มค่ำแล้ว (ผมเองก็อัพเอนทรี่นี้ตั้งแต่บ่ายจนตอนนี้สามทุ่ม)
กลับมาที่ตัวเมืองในยามโพล้เพล้ที่เริ่มเข้าสู่แสงแห่งราตรีกันดีกว่า
 
 
 
 
_________
 
 
 
-6-
 
After Sunset 
 
 
 
วรอตสวัฟยามค่ำคืนนั้น ไม่ถึงกับพลุกพล่าน แต่ก็ไม่เงียบสงัด
เป็นเมืองขนาดกลางที่เดินเล่นได้กำลังสบาย ในฤดูที่อากาศไม่ทำร้าย
น่าเสียดายที่เวลาจำกัดทำให้ต้องเร่งเดินไปยังย่านที่มีอาคารสวย ๆ
จนไม่ได้เก็บรายละเอียดของย่านกึ่งสมัยใหม่ที่ดูเหมือนพอมีลูกเล่นอะไรรออยู่
 
น้ำพุบนพื้นที่ชวนให้นึกถึงลายสยามพารากอน บวกกับประติมากรรมกระจกที่เหมือนคลื่นน้ำ
พอมาดูอีกทีหลังจากที่กลับบ้านแล้วก็เสียดายอยากไปเยือนอีกครั้ง
แม้ว่ากว่าจะถึงตอนนั้นเค้าอาจปรับเปลี่ยนดีไซน์ไปแล้วก็ได้
(ยิ่งปีหน้าเมืองนี้ก็เป็นหนึ่งในเมืองที่รองรับการแข่งยูโร 2012 ด้วย)
 
 
 
ช่วงเวลาที่ฟ้าเริ่มมืด แต่โคมไฟยังเปิดไม่หมด
ทำให้เห็นความงามของลวดลายเหล็กดัดของเสาไฟอย่างชัดแจ้ง
และไฟอาคารที่เปิดเพียงไม่กี่ดวง ก็ยิ่งทำให้แสงอันน้อยนิดดูมีความหมาย
 
 
 
กลับมายัง City Hall อีกครั้ง
ภาพนี้ถ่ายในวันแรกที่ได้มาเยือน ส่วนภาพแรกของเอนทรี่นี้เป็นเช้าวันถัดไปครับ
เนื่องจากช่วงแรกผมเล่าข้อมูลพื้นฐานของเมืองไปก่อน เลยยังไม่พูดถึงที่นี่
ดังนั้นมาทำความรู้จักอาคารนี้ซึ่งมีเอกลักษณ์ และเป็นดั่งไอคอนของเมืองกันหน่อยดีกว่า
 
"Wrocław historic City Hall built in a typical 14th century Brick Gothic" : Wikipedia
 
และจากหนังสือ POLAND : Eyewtness Travel Guides ขอแปลคร่าว ๆ ไว้ว่า
อาคารนี้เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมโกธิคที่สำคัญในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก
โดยสร้างในช่วง 1470 - 1510 แล้วมีเพิ่มเติมอีกช่วง ศต.ที่ 18-19
 
น่าเสียดายที่ไม่ได้เข้าไปในอาคาร เพราะไม่รู้ว่าจะเข้าตรงไหน (จริง ๆ นะ)
อีกทั้งยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้ดูเลยเดินรอบนอกเป็นหลักมากกว่า
 
...
 
สำหรับผมแล้ว อาคารนี้เป็นสิ่งแรกที่ผมรู้จักสำหรับเมืองวรอตสวาฟ
ด้วยรูปแบบที่ดูแล้วแฟนตาซีแปลกตา เป็นเอกลักษณ์ที่ที่ไม่เห็นในเมืองอื่น
เลยเล็งไว้แต่แรกว่าต้องมาเห็นของจริงให้ได้ ยิ่งดูภาพในเว็บยิ่งอยากเข้าไปใหญ่
 
ดังนั้นพอวันที่ผมได้ถึงโปแลนด์ครั้งแรก
Wroclaw City Hall นี่แหละที่เป็นรางวัลชิ้นแรกของการได้มาเยือนครับ
 
 
 
มาเดินดูรอบ ๆ ลานแถวนี้กันต่อ
พอเป็นฤดูร้อนก็จะมีกิจกรรมอยู่ที่ลานในเมืองด้วย
อย่างตอนนี้เหมือนมีจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับภาพยนตร์ด้วย
แต่เนื่องจากเราก็ไม่ได้รู้จัก เลยไม่ได้ดูอย่างละเอียด
 
 
 
คุ้น ๆ มุมนี้กันไหม อาคารใหญ่ ๆ ทางซ้ายก็คือภาพเดียวกับที่เป็นช่วงบ่าย ๆ ครับ
แต่รู้ไหมครับว่านี่ก็คืออาคาร City Hall หลังเดียวกับสองภาพก่อนแหละ
เพียงแต่อันนี้เป็น facade ด้านทิศตะวันตก ส่วนภาพก่อนที่ดูเด่น ๆ เป็นด้านตะวันออก
และนั่นทำให้ด้านที่สวย ๆ จะถ่ายให้มีแสงสว่างได้ต้องถ่ายตอนเช้าครับ
 
ที่เห็นเป็นลานใหญ่ ๆ ในสองสามภาพนี้ คือ Main Market Square ของเมืองนี้
ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโปแลนด์เชียวนะ
ส่วนอันดับ 1 นี่อยู่ที่คราคูฟ (Kraków) อันเป็นเมืองหลวงเก่าครับ
 
บรรยากาศที่นี่จัดว่าดีเลยครับ คือรู้สึกว่ามันเป็นลานคนเมืองจริง ๆ
ดูเป็นที่ที่ชาวเมืองมาใช้ชีวิตด้วย ไม่ใช่มีแต่นักท่องเที่ยว
จริง ๆ คือมันไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว เลยไม่มีพวกร้านขายของที่ระลึกรกตามากไปน่ะ
 
นอกจากนี้ยังมีอาคารสวย ๆ อยู่รอบย่านนี้ เป็นตัวบ่งชี้ความเจริญในอดีตได้เป็นอย่างดี
 
 
อย่างอาคารด้านบนนี้ ไม่แน่ใจว่าสถาปัตยกรรมยุคไหน แต่น่าจะหลังบาโรคเป็นต้นไปล่ะ
แถวนี้ก็มีห้างแบรนด์ต่าง ๆ มาตั้งอยู่ด้วย โดยคงสถาปัตยกรรมเดิมไว้
เน้นอีกรอบ ส่วนใหญ่สร้างใหม่ทดแทนของเก่านะครับ
 
 
Wrocław University

มาดูอาคารมหาวิทยาลัยวรอตสวัฟ (Wroclaw Cathedral) ในยามค่ำคืนกันบ้าง
หากจำได้จะเห็นอาคารนี้กับแสงยามเย็นกันมาแล้ว
ตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบครับ แสงสว่างพอที่จะถ่ายอาคารได้ชัด ๆ ด้วย
 
ที่แห่งนี้เหมือนจะเป็นที่เดียวที่เพื่อนของผมดูตั้งใจถ่ายรูปเป็นพิเศษ
แล้วเพื่อนผมเค้าเซ็ตภาพเป็นสัดส่วนพาโนราม่า เลยออกมาสวยมากเลยล่ะ
เดี๋ยวไว้คราวหน้าต้องลองทำมั่งแล้ว เลยเจออาคารยาว ๆ (ไม่รู้กล้องจะมีตัวเลือกไหม)
 
 
 
มาดูอีกมุมกัน ตรงนี้ถ่ายจากสะพานมองกลับไปที่อาคารมหาวิทยาลัยครับ
จะเห็นว่าอาคารมันยาวมาก ซึ่งถ้าเดินจากตรงนี้ทะลุไปยังช่องโค้งตรงกลางภาพ
ก็จะทะลุต่อไปยังเส้นทางที่ไปย่าน Market Square อีกทีครับ
 
...
 
มาถึงช่วงสุดท้ายของเอนทรี่นี้แล้ว
ไป ๆ มา ๆ ผมก็เขียนเพลินจนยาวกว่าที่คิด
คืออยากให้เอนทรี่นี้รวมทุกสิ่งอันที่ผมได้รับจากเมืองนี้
จนรักเมืองนี้และมอบให้เป็นหนึ่งในเมืองในดวงใจอีกแห่งไปแล้ว
 
ถึงจะเป็นเมืองนอกสายตาหลายคน แต่ผมก็ชอบของผมแบบนี้แหละ
ในความที่มันมีอะไรไม่มาก มันก็มีเสน่ห์ในแบบของมัน
ถึงแม้เคยไปแล้วก็ยังอยากไปอีก เพราะยังเที่ยวไม่หมดเลยอะ
คือมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ แต่มันแพงสำหรับตอนนั้น และเวลาก็ไม่เอื้อด้วย
 
ก็หวังว่าในอนาคต โปแลนด์จะเป็นประเทศที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่านี้
เผื่อจะได้ไปเที่ยวด้วยตัวเองอีกครั้งครับ
(เพราะตอนนี้การเป็นเอเชียในประเทศนี้ ยังเป็นแกะดำมาก ๆ)
 
 
 
สุดท้ายนี้ขอส่งท้ายด้วยภาพหนึ่ง
ที่อาจจะไม่ได้มีความงามทางศิลปะ
แต่ก็เป็นตัวบันทึกให้รำลึกความหลังได้มาก
 
 
นั่นคือ
 
ณ ตอนนั้น ที่เมืองวรอตสวัฟ
อุณหภูมิ 22.5°C อากาศกำลังสบาย ลมพัดเย็นนิดหน่อย
และพระจันทร์เกือบครึ่งดวงครับ
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่รับชมจนถึงภาพสุดท้าย และบรรทัดสุดท้ายครับ
 
 
 
สำหรับใครอยากดูภาพเยอะกว่านี้ ไปดูได้ที่นี่ครับ
 
 
อ้อ เห็นมีคนถามถึงกล้อง
อันนี้ใช้ Nikon D60 กับเลนส์ 18-55mm ครับ
(ปัจจุบันโดนขโมยไปแล้วที่เมืองสุดท้าย T-T)